นอกจากฉากแอ็คชั่นแล้ว เรื่องราวในตำนานเทพดาบวัยเยาว์ ยังใส่ดราม่าครอบครัวมาได้อย่างเจ็บปวดมาก สีหน้าของเด็กน้อยที่มองดูพี่ชายตัวเองถูกทำร้าย มันสื่ออารมณ์ออกมาได้โดยไม่ต้องพูดอะไรเลยสักคำ ส่วนผู้ใหญ่ที่ยืนดูอยู่ก็ดูเหมือนจะมีปมบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ทำให้คนดูอย่างเราต้องคอยเดาว่าตกลงใครดีใครร้ายกันแน่ การดำเนินเรื่องที่ค่อยๆ เผยปมออกมาทีละนิดแบบนี้ ทำให้เราติดหนึบจนไม่อยากกดข้ามตอนไหนเลย
ต้องยกนิ้วให้ตัวละครใส่ชุดแดงที่ถือพัดในตำนานเทพดาบวัยเยาว์ เลยครับ แม้จะดูเป็นฝ่ายตรงข้ามแต่การแสดงออกที่ดูสบายๆ ยิ้มแย้มทั้งที่สถานการณ์ตึงเครียด มันทำให้ตัวละครนี้ดูน่ากลัวและคาดเดาไม่ได้มาก การที่เขาแค่ยืนดูการต่อสู้โดยไม่ลงมาเล่นเอง แสดงให้เห็นว่าเขามั่นใจในฝีมือลูกน้องหรืออาจจะกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ การออกแบบคาแรคเตอร์แบบนี้ทำให้เนื้อเรื่องดูมีมิติมากขึ้น ไม่ใช่แค่ขาวกับดำ
จุดที่ประทับใจที่สุดในตำนานเทพดาบวัยเยาว์ คือสายตาของเด็กน้อยในเรื่องครับ ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน เขาก็ยังยืนมองด้วยความหวังและความเชื่อมั่นในตัวของพี่ชาย การที่เด็กคนหนึ่งต้องมาเห็นเรื่องรุนแรงแบบนี้ มันสะท้อนให้เห็นว่าโลกของจอมยุทธ์นั้นโหดร้ายแค่ไหน แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงสายเลือดนักสู้ที่ถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่น ฉากที่เขากำมือแน่นตอนเห็นพี่ชายล้ม มันทำให้เราเอาใจช่วยอยากให้เขาลุกขึ้นสู้ต่อทันที
ใครที่ชอบฉากต่อสู้บอกเลยว่าตำนานเทพดาบวัยเยาว์ จัดให้แบบจุกๆ โดยเฉพาะฉากที่พระเอกถูกเตะปลิวไปชนราวอาวุธแล้วล้มลงพื้น มันดูเจ็บจริงมาก ไม่ใช่ฉากต่อสู้แบบลอยๆ แต่มีการกระทบกระแทกที่ดูมีน้ำหนัก การที่พระเอกเลือดตกปากและพยายามจะลุกขึ้นสู้ทั้งที่ร่างกายไม่ไหว มันแสดงถึงความอึดถึกทนของตัวละครได้เป็นอย่างดี คนดูอย่างเราเห็นแล้วรู้สึกอินไปกับความเจ็บปวดนั้นจริงๆ อยากให้พระเอกชนะใจจะขาด
ต้องชมทีมโปรดักชั่นของตำนานเทพดาบวัยเยาว์ ที่เลือกโลเคชั่นเป็นวัดจีนโบราณได้สวยงามมาก บรรยากาศขลังๆ ของสถาปัตยกรรมจีนเข้ากันได้ดีกับชุดตัวละครที่ใส่กัน ยิ่งฉากที่มีการต่อสู้บนพรมแดงตัดกับพื้นหินเทาๆ มันทำให้ภาพดูโดดเด่นและมีมิติ การที่มีธงสีแดงและอาวุธตั้งเรียงรายอยู่รอบๆ ก็ช่วยเสริมบรรยากาศของการประลองยุทธ์ได้เป็นอย่างดี ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในยุคโบราณจริงๆ