โมเมนต์ที่พระเอกอุ้มน้องสาวตัวน้อยวิ่งเข้าไปในบ้านแล้วทิ้งรองเท้าส้นสูงไว้บนบันได เป็นภาพที่สื่อถึงความรีบร้อนและความตื่นตระหนกได้ชัดเจนมาก ไม่ต้องมีคำพูดเยอะก็รู้เลยว่าสถานการณ์มันวิกฤตแค่ไหน ฉากนี้ใน รักเธอหรือฆ่าเธอ ทำออกมาได้สมจริงจนคนดูต้องกลั้นหายใจตามไปด้วย ความห่วงใยที่มีต่อเด็กน้อยคือหัวใจหลักของเรื่องนี้เลย
การเปลี่ยนฉากจากบ้านหรูมาสู่โรงพยาบาลที่เย็นชาและเต็มไปด้วยความกังวล เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมาก พระเอกและนางเอกที่ยังมีร่องรอยการต่อสู้หรืออุบัติเหตุติดตัว ต้องมาเผชิญหน้ากับหมอในชุดเขียวที่ถือกุญแจชีวิตของลูกสาวไว้ ความเงียบก่อนหมอจะพูดอะไรออกมาช่างกดดันเสียเหลือเกิน เป็นฉากที่ รักเธอหรือฆ่าเธอ เล่นกับอารมณ์คนดูได้เก่งมาก
ชอบฉากที่พระเอกนั่งเฝ้าเตียงคนไข้แล้วร้องไห้โฮออกมาโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ใดๆ ทั้งสิ้น มันแสดงให้เห็นว่าความรักของพ่อที่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน รอยช้ำบนหน้าผากของเขาเหมือนจะเจ็บน้อยกว่าความเจ็บปวดในใจที่เห็นลูกนอนหลับใหลไม่ยอมตื่น ฉากนี้ใน รักเธอหรือฆ่าเธอ คือฉากเรียกน้ำตาที่แท้จริง ทำให้เห็นมุมอ่อนแอของผู้ชายที่ปกติอาจจะดูเข้มแข็ง
สิ่งที่ชอบที่สุดในเรื่องนี้คือการใช้นิ่งเงียบสื่อสารอารมณ์ ฉากที่นางเอกยืนมองลูกสาวในโรงพยาบาลด้วยสายตาที่ว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความกังวล มันสื่อออกมาได้ดีกว่าคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น การจับมือกันเบาๆ ของพระเอกกับลูกสาวเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่มาก รักเธอหรือฆ่าเธอ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าบางครั้งความเงียบก็ทรงพลังที่สุด
รายละเอียดอย่างรองเท้าส้นสูงที่หลุดอยู่บนบันไดไม้ เป็นสัญลักษณ์ที่บอกเล่าเรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นได้ดีมาก มันเหมือนชีวิตของตัวละครที่หลุดออกจากความควบคุมและกลิ้งตกไปในเหวแห่งความทุกข์ใจ การตัดภาพมาที่ตึกโรงพยาบาลสูงใหญ่ยิ่งตอกย้ำความเล็กจ้อยของมนุษย์เผชิญหน้ากับโชคชะตา เป็นงานภาพใน รักเธอหรือฆ่าเธอ ที่ละเอียดอ่อนมาก