ฉากร่มตกลงพื้นในช่วงครึ่งหลังมีความเป็นเรื่องราวมาก เดิมคิดว่าเป็นแค่พร็อพธรรมดา แต่ตอนที่ตัวเอกหญิงเก็บขึ้นมา สีหน้าที่ยังระวังตัวปนน้อยใจทันที ทำให้คนดูรู้สึกสงสาร เทียบกับความเย็นชาของพระเอกก่อนหน้า ความอบอุ่นตรงนี้จึงมีค่าเป็นพิเศษ กล้องของ เยียนจือ จับอารมณ์ละเอียดอ่อนได้ดีมาก ร่มเก่าๆหนึ่งคันยังสื่อเรื่องราวได้ขนาดนี้ คนเขียนบทและผู้กำกับใส่ใจจริงๆ
สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดในละครเรื่องนี้คือตัวประกอบก็แสดงไม่แย่ เด็กรับใช้ใส่ชุดเขียว แม้บทไม่มาก แต่อาการอยากพูดแต่ไม่กล้าพูดดูจริงมาก แล้วตัวเอกหญิงที่ปรากฏต่อมา ชุดเรียบง่ายแต่คุมฉากอยู่ สายตาเต็มไปด้วยเรื่องราว การคัดเลือกนักแสดงของ เยียนจือ ฉับไวมาก ตัวละครทุกตัวยืนหยัดได้ ไม่มีใครเป็นตัวประกอบเครื่องมือ ละครกลุ่มแบบนี้ดูแล้วสนุกสะใจ ทุกคนมีความคิดเล็กๆน้อยๆของตัวเอง
เดิมคิดว่าละครโบราณจะเครียดและเต็มไปด้วยความแค้น แต่เรื่องนี้กลับเบาสมองและตลกขบขัน ความสบายๆของพระเอกตอนกินเมล็ดทานตะวัน ทลายภาพจำของคนยุคโบราณไปเลย แม้พล็อตเรื่องยังไม่คลี่คลายเต็มที่ แต่ความน่ารักแบบขัดแย้งดึงดูดมาก โดยเฉพาะสีหน้าของตัวเอกหญิงคนที่สอง เปลี่ยนจากตกใจเป็นโกรธแล้วจนใจ มีชั้นเชิงมาก การได้เจอ เยียนจือ ใน เน็ตชอร์ต เป็นความสุขไม่คาดคิด ละครสั้นแบบนี้ขอให้มีเยอะๆ
ชุดสีชมพูของตัวเอกหญิงคนที่สองสวยตะลึงมาก เดิมคิดว่าจะเป็นตัวเอกหญิงอ่อนแอ แต่สายตาตอนเดินเข้ามาเฉียบคมมาก เผชิญหน้ากับสีหน้าเย็นชาของพระเอก เธอกอดอกแสดงออกถึงอำนาจควบคุม ไม่ได้มาเพื่อทนทุกข์ โดยเฉพาะตอนหันหลังกลับ รู้สึกว่าเบื้องหลังเต็มไปด้วยเรื่องราว ในละครอย่าง เยียนจือ ที่จะได้เห็นตัวละครหญิงที่สวยและมีสมองแบบนี้ ทำให้คนดูติดงอมแงม รอติดตามการตอบโต้ของเธอต่อไป
ฉากเปิดที่พระเอกกินเมล็ดทานตะวันดูผ่อนคลายมากจนน่าทึ่ง ไม่เหมือนกำลังแสดงเลย พอตัวเอกหญิงคนที่สองเข้ามา บรรยากาศเย็นชาทันที เปลือกเมล็ดทานตะวันเต็มพื้นเปรียบเสมือนความสัมพันธ์ของพวกเขา สายตาที่ทั้งไม่พอใจและจนใจของพระเอก สื่อถึงความรำคาญที่ต้องรับมือได้อย่างมีชีวิตชีวา รายละเอียดชีวิตแบบนี้ใน เยียนจือ หายากมาก ทำให้คนดูอยากติดตามว่าพวกเขาจะทรมานกันอย่างไรต่อไป