ต้องยกนิ้วให้ตัวละครหญิงชุดเขียวในเรื่องเยียนจือ เลยค่ะ รอยยิ้มของเธอในตอนแรกดูอ่อนโยน แต่พอมองลึกๆ แล้วมันแฝงไปด้วยความเย้ยหยันและชัยชนะ การที่เธอหยิบวัตถุชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาโชว์พระเอก มันเหมือนการประกาศศักดาว่าเธอคือผู้ควบคุมสถานการณ์นี้จริงๆ ฉากนี้ทำให้เห็นความซับซ้อนของตัวละครหญิงในวังหลวงได้ชัดเจนมาก ว่าใครคือผู้ล่าและใครคือเหยื่อที่แท้จริง
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในเยียนจือ อย่างลายพัดดอกโบตั๋นที่ปรากฏในฉากนี้ มันช่างมีความหมายลึกซึ้งเหลือเกิน มันไม่ใช่แค่ของตกแต่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความรักที่เคยมีหรืออาจจะไม่เคยมีจริงก็ได้ การที่นางเอกกอดพัดแน่นเหมือนกอดความหวังสุดท้าย ในขณะที่พระเอกยืนมองด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก มันสร้างความตึงเครียดให้คนดูสุดๆ อยากจะกระโดดเข้าไปในจอเพื่อปลอบใจเธอจริงๆ
ฉากนี้ในเยียนจือ แสดงให้เห็นถึงอำนาจของพระเอกได้ชัดเจนมาก ท่าทางที่เขายืนกอดอกหรือถือพัดอย่างผ่อนคลาย แต่มันกลับกดดันคนรอบข้างได้ทั้งห้อง โดยเฉพาะเมื่อเขาเริ่มพูดหรือแสดงท่าทีบางอย่าง ทุกคนต้องนิ่งฟัง การแต่งกายสีเข้มตัดกับชุดสีอ่อนของสาวๆ ทำให้เขาดูโดดเด่นและเป็นศูนย์กลางของอำนาจอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นฉากที่โชว์บารมีตัวละครชายได้เก่งมาก
ดูเยียนจือ แล้วต้องบอกว่าฉากนี้คือสงครามประสาทชัดๆ ไม่ใช่การต่อสู้ด้วยดาบ แต่เป็นการต่อสู้ด้วยสายตาและคำพูด ทุกการเคลื่อนไหวของตัวละครหญิงชุดเขียวและการตอบสนองของนางเอกชุดฟ้า ล้วนแล้วแต่มีการคำนวณมาอย่างดี ฉากที่พระเอกยื่นของให้แล้วทุกคนหยุดนิ่ง มันเหมือนเวลาถูกหยุดชะงัก ความเงียบก่อนพายุเสมอ เป็นตอนที่คนดูต้องกลั้นหายใจตามไปด้วยเลย
ฉากนี้ในเยียนจือ บอกเลยว่าดราม่าจัดเต็มมาก ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ แค่สีหน้าของนางเอกชุดฟ้าที่สั่นเทาและน้ำตาที่คลอเบ้า ก็สื่อถึงความเจ็บปวดได้ลึกซึ้งแล้ว การที่พระเอกหยิบพัดออกมาเหมือนเป็นการตอกย้ำความทรงจำที่ทำลายจิตใจเธอจริงๆ บรรยากาศในห้องที่ดูหรูหราแต่กลับเต็มไปด้วยความอึดอัด ทำให้คนดูอย่างเรารู้สึกจุกอกตามไปด้วย การแสดงของนักแสดงนำที่นี่คือที่สุดจริงๆ