ชอบฉากที่ชายสองคนในชุดขุนนางกระซิบกระซาบกันมาก มันให้ความรู้สึกเหมือนมีแผนการร้ายกำลังถูกวางแผนอยู่เบื้องหลัง สายตาที่มองไปทางเดียวกันพร้อมท่าทางปิดปากแสดงถึงความระมัดระวังตัวสูงมาก ฉากนี้ในจอมนางโลกอสูร สร้างความสงสัยให้คนดูได้เป็นอย่างดีว่าพวกเขาคุยเรื่องอะไรกันแน่ และใครคือเป้าหมายต่อไปของพวกเขากันแน่ ความตึงเครียดแบบนี้แหละที่ทำให้เรื่องน่าติดตาม
ตัวละครหญิงในชุดสีแดงช่างงดงามจนหยุดหายใจได้จริงๆ แต่แววตาของเธอกลับซ่อนความเศร้าและความกังวลไว้อย่างมิดชิด ฉากที่เธอเอามือทาบอกเหมือนกำลังพยายามกลั้นความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ การตัดสลับระหว่างความหรูหราของชุดกับบรรยากาศที่ดูอึมครึมทำให้รู้ว่าเธอต้องแบกรับอะไรไว้มากมายในจอมนางโลกอสูร ความสวยงามของเธอไม่ใช่แค่เครื่องประดับแต่คือเกราะป้องกันตัวที่บางเบามาก
ไม่คิดเลยว่าพล็อตเรื่องจะหักมุมไปไกลถึงขนาดมีฉากยานอวกาศต่อสู้กับสัตว์ประหลาดในอวกาศแบบนี้ มันเหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่งเลย จากดราม่าในวังกลายเป็นสงครามระดับจักรวาลทันที ฉากการยิงเลเซอร์และการหลบหลีกทำออกมาได้ตื่นเต้นมากสำหรับจอมนางโลกอสูร การเปลี่ยนโทนเรื่องแบบฉับพลันนี้ทำให้คนดูต้องตกเก้าอี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันสร้างความแปลกใหม่และไม่จำเจดีจริงๆ
ฉากที่ชายชุดเกราะดำปรากฏตัวพร้อมเปลวไฟลุกโชนรอบตัวช่างทรงพลังและน่าเกรงขามมาก เขาดูเหมือนปีศาจที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า แววตาที่แดงก่ำและเขาบนหัวบ่งบอกถึงพลังอำนาจที่ควบคุมไม่ได้ ฉากนี้ในจอมนางโลกอสูร ทำให้รู้ว่าศัตรูตัวจริงอาจไม่ใช่คนแต่เป็นพลังมืดบางอย่าง การออกแบบคาแรคเตอร์นี้ดูอันตรายและน่ากลัวจนไม่อยากให้เขาเข้ามาใกล้ตัวละครเอกเลย
ชายผมส้มที่โผล่มาในฉากหลังดูมีพิรุธมาก รอยยิ้มของเขาไม่ได้ดูเป็นมิตรแต่กลับดูเจ้าเล่ห์และวางแผนอะไรบางอย่างไว้แล้ว การที่เขาเข้ามาประคองชายผมเงินที่กำลังโกรธจัดอาจไม่ใช่ความหวังดีแต่อาจเป็นการฉวยโอกาส ฉากนี้ในจอมนางโลกอสูร ทำให้คนดูเริ่มสงสัยในตัวเขามากขึ้นว่าแท้จริงแล้วเขาอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ รอยยิ้มที่ดูสบายๆ นั้นอาจซ่อนมีดไว้ข้างหลังก็เป็นได้