ฉากที่คนไข้เลือดออกปากแต่ยังพยายามยิ้มให้ลูกชายช่างสะเทือนใจมาก ดูเหมือนเธอรู้ตัวว่าเวลาไม่มากแล้ว แต่เลือกจะเก็บความทุกข์ไว้คนเดียว ส่วนลูกชายที่แบกกระเป๋าเงินมาทั้งเรื่อง กลับต้องมาเจอความจริงตอนสายเกินไป การแสดงของนักแสดงนำทำให้เราอินไปกับความเสียใจที่พูดไม่ออกจริงๆ ใน (พากย์เสียง) หมอเทวดา ล้างแค้นพลิกชะตา ฉากนี้คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัวละครต้องเผชิญหน้ากับอดีต
ดูแล้วจุกอกมากตอนที่พ่อพยายามปลุกลูกให้ตื่น แต่ลูกกลับเดินหนีไปทำงานโดยไม่รู้ว่าเป็นครั้งสุดท้ายของแม่ การที่ลูกชายกลับมาเจอจดหมายและเงินแค่ 31 บาท มันสะท้อนให้เห็นว่าแม่ยอมอดทนเพื่อลูกขนาดไหน แม้ตัวเองจะป่วยหนักก็ตาม เรื่องราวใน (พากย์เสียง) หมอเทวดา ล้างแค้นพลิกชะตา ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่าเราเคยละเลยคนที่รักเราไปบ้างหรือเปล่า
ชอบมากที่ผู้กำกับใส่รายละเอียดอย่างผ้าห่มลายการ์ตูนที่แม่ยังเก็บไว้ให้ลูก หรือขวดน้ำแดงที่วางอยู่ข้างเตียง มันบอกเล่าเรื่องราวความอบอุ่นในอดีตที่ตอนนี้กลายเป็นความเจ็บปวด ฉากที่ลูกชายเปิดกล่องแล้วเจอเงินกับจดหมาย มันทำให้เรารู้สึกเหมือนเขาเลย คือทั้งเสียใจทั้งโทษตัวเอง ใน (พากย์เสียง) หมอเทวดา ล้างแค้นพลิกชะตา ทุกเฟรมมีเรื่องราวซ่อนอยู่
นักแสดงนำแสดงออกทางสีหน้าได้สุดยอดมาก โดยเฉพาะตอนที่เขารู้ความจริงแล้วน้ำตาไหลแต่พยายามกลั้นไว้ มันทำให้เราอินไปกับความเจ็บปวดของเขาโดยไม่ต้องมีบทพูดเยอะแยะ ฉากที่เขากอดพ่อแล้วร้องไห้ มันคือจุดพีคที่ทำให้คนดูต้องน้ำตาไหลตาม ใน (พากย์เสียง) หมอเทวดา ล้างแค้นพลิกชะตา การแสดงแบบนี้แหละที่ทำให้เรื่องสั้นๆ กลายเป็นภาพยนตร์ที่ตราตรึงใจ
ชอบมากที่เรื่องใช้ความเงียบในการสื่ออารมณ์ แทนที่จะให้ตัวละครร้องไห้โฮๆ กลับใช้สายตาและท่าทางบอกเล่าความเจ็บปวด ฉากที่ลูกชายยืนมองแม่ที่นอนนิ่งๆ โดยไม่มีเสียงเพลงประกอบ มันทำให้เรารู้สึกว่างเปล่าเหมือนเขาเลย ใน (พากย์เสียง) หมอเทวดา ล้างแค้นพลิกชะตา ความเงียบแบบนี้แหละที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ในครอบครัวตัวเอง