ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมรักที่มาช้า ไม่มีค่าอีกเลย ถึงได้รับความนิยมขนาดนี้ เคมีระหว่างพระเอกและนางเอกมันพุ่งออกมาจากหน้าจอจนคนดูอย่างเราแทบจะสัมผัสได้ ทุกครั้งที่พวกเขาอยู่ใกล้กัน อากาศรอบตัวดูเหมือนจะเปลี่ยนไป ความเขินอาย รอยยิ้ม และความห่วงใยที่มอบให้กัน มันคือความหวานที่พอดีไม่เลี่ยนจนเกินไป ทำให้เราอยากดูพวกเขาอยู่ด้วยกันนานๆ ตลอดไป
สิ่งที่ทำให้รักที่มาช้า ไม่มีค่าอีกเลย แตกต่างคือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นต่างหูที่ระยิบระยับเมื่อเธอขยับหัว หรือลายปักบนสูทของพระเอกที่ดูประณีตมาก ฉากที่เธอจัดไทให้เขาเบาๆ เป็นโมเมนต์ที่ดูธรรมดาแต่กลับมีความหมายมหาศาล มันแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความคุ้นเคยระหว่างกัน รายละเอียดพวกนี้แหละที่ทำให้เรื่องดูมีคุณภาพและน่าค้นหาในทุกๆ เฟรม
การที่เรื่องรักที่มาช้า ไม่มีค่าอีกเลย พาเรามาถึงจุดที่ทั้งคู่ได้เต้นรำด้วยกันอย่างมีความสุข ถือเป็นรางวัลสำหรับคนดูที่ติดตามมาตลอด ฉากนี้เหมือนเป็นการยืนยันว่าทุกอุปสรรคที่ผ่านมามีค่าควรแก่การต่อสู้ รอยยิ้มของพวกเขาในตอนจบฉากทำให้เราใจฟูและรู้สึกอิ่มเอมใจ เป็นตอนจบชั่วคราวที่สมบูรณ์แบบและทำให้เราตั้งตารอตอนต่อไปว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกกับคู่รักคู่นี้
สิ่งที่ชอบที่สุดในรักที่มาช้า ไม่มีค่าอีกเลย คือการสื่อสารผ่านสายตาของตัวละครชาย เขาพยายามเก็บความรู้สึกแต่แววตากลับบอกทุกอย่างเมื่อมองไปที่เธอ ฉากที่เขายิ้มมุมปากขณะเธอหัวเราะเป็นอะไรที่กินใจมาก มันไม่ใช่แค่ความรักธรรมดา แต่เป็นความผูกพันที่ผ่านเรื่องราวมากมายมาด้วยกัน การแสดงออกที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ทำให้คนดูต้องคอยจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ต้องยกนิ้วให้ทีมคอสตูมในรักที่มาช้า ไม่มีค่าอีกเลย ชุดเดรสสีทองของนางเอกกับสูทสีดำประดับเลื่อมของพระเอกเข้ากันได้อย่างลงตัว ไม่ใช่แค่สวยหรูแต่ยังสะท้อนสถานะและความสัมพันธ์ของพวกเขาได้ชัดเจน ฉากที่เธอหมุนตัวแล้วชายกระโปรงปลิวไสวพร้อมเสียงปรบมือจากแขกในงาน สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมได้ไม่น้อย เป็นงานเลี้ยงที่ดูแพงและมีรสนิยมจริงๆ