ฉากที่ขันทีนำกล่องสมบัติมาแสดงให้ดูในหงส์คืนวัง ช่างน่าสงสัยเหลือเกิน ทั้งทองคำและของมีค่าดูเย้ายวนใจ แต่ทำไมนางเอกถึงดูไม่สนใจเลยสักนิด แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความระแวงและหวาดกลัว เหมือนรู้ว่าเบื้องหลังของขวัญเหล่านี้คือหายนะ การแสดงสีหน้าของนางเอกทำได้ดีมาก สื่ออารมณ์ได้โดยไม่ต้องพูดอะไรออกมาเลย
จู่ๆ ก็มีฉากแฟลชแบ็คสั้นๆ แทรกเข้ามาในหงส์คืนวัง เห็นภาพพ่อแม่และเด็กน้อยที่ร้องไห้ ช่างเป็นฉากที่บีบหัวใจมาก แม้จะปรากฏแค่ชั่วครู่แต่ก็ทำให้รู้ว่านางเอกต้องผ่านอะไรมาบ้าง ความทรงจำที่เจ็บปวดเหล่านี้คงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอแข็งแกร่งและระมัดระวังตัวขนาดนี้ ฉากนี้ทำเอาคนดูน้ำตาซึมตามไปด้วยเลย
ชอบฉากที่นางเอกยืนนิ่งๆ ฟังขันทีพูดในหงส์คืนวัง มากที่สุด เธอไม่แสดงอาการโกรธหรือโต้ตอบ แต่ความนิ่งนั้นกลับทรงพลังกว่าการตะโกนด่าทอเสียอีก มันสื่อถึงความอดทนที่ใกล้จะหมดลงและความตัดสินใจบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ การแสดงแบบนี้ต้องใช้ฝีมือจริงๆ ถึงจะทำให้คนดูรู้สึกกดดันตามไปด้วย
ต้องชมทีมโปรดักชั่นของหงส์คืนวัง เลย ฉากหลังเป็นตำหนักโบราณที่ดูขลังและสมจริงมาก ทั้งไม้เก่าๆ โคมไฟ และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ช่วยส่งให้บรรยากาศเรื่องดูน่าเชื่อถือขึ้นเยอะ เวลานางเอกเดินผ่านระเบียงไม้ เสียงฝีเท้าและเสียงผ้าเสียดสีกันยิ่งเพิ่มอรรถรสให้คนดูรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในยุคโบราณจริงๆ
ตัวละครขันทีในหงส์คืนวัง นี่น่ากลัวจริงๆ ยิ้มตลอดเวลาแต่แววตาไม่ยิ้มเลยสักนิด เวลาพูดก็ดูประจบประแจงแต่แฝงไปด้วยการข่มขู่ ngầmๆ การแสดงของนักแสดงคนนี้ทำได้ดีมาก ทำให้คนดูรู้สึกหมั่นไส้และกังวลแทนนางเอกทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวขึ้นมา เป็นตัวร้ายที่สร้างความรำคาญใจได้ยอดเยี่ยมมาก