ฉากเปิดเรื่องช่างหดหู่จนน่าใจหาย หญิงสาวนั่งกอดเข่าอยู่ในห้องรกร้างที่เต็มไปด้วยฝุ่นและความเศร้า แต่พอเธอหยิบมือถือขึ้นมาดูภาพความสุขของอีกคน รอยยิ้มที่มุมปากกลับทำให้เราใจสลายยิ่งกว่าเดิม ความแตกต่างระหว่างความจริงอันโหดร้ายกับความฝันที่สวยงามถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างเจ็บปวดใน ไข่มุกไม่หม่นหมอง ทำให้คนดูรู้สึกสงสารจับใจ
เปลี่ยนจากห้องแคบๆ มาสู่โต๊ะอาหารหรูหรา แต่บรรยากาศกลับอึดอัดไม่แพ้กัน สายตาของพ่อแม่ที่จับจ้องมาที่ลูกสาวขณะกินข้าว มันไม่ใช่ความห่วงใยแต่มันคือการตรวจสอบ ทุกคำพูดทุกการกระทำดูเหมือนจะถูกจับผิดไปหมด ฉากนี้ใน ไข่มุกไม่หม่นหมอง สะท้อนให้เห็นว่าความรวยไม่ได้การันตีความสุขเสมอไป บางครั้งกรงทองก็แคบกว่ากรงเหล็กเสียอีก
ฉากย้อนอดีตที่ร้านขายยาถูกปิดกิจการและถูกยึดทรัพย์สิน ช่างเป็นภาพที่สะเทือนอารมณ์มาก พ่อแม่ที่เคยมีหน้ามีตาต้องมานั่งกอดกันร้องไห้กลางสายฝน ตัดสลับกับภาพปัจจุบันที่พวกเขาดูดีมีฐานะแต่กลับเย็นชากับลูกสาวตัวเอง เรื่องราวใน ไข่มุกไม่หม่นหมอง ชวนให้เราคิดว่าบางทีการสูญเสียทุกอย่างอาจจะดีกว่าการได้ทุกอย่างกลับมาแต่เสียลูกสาวไป
ชอบการแสดงของนางเอกมาก โดยเฉพาะตอนที่ได้ดูรูปในมือถือแล้วเปลี่ยนจากสีหน้าเศร้ามาเป็นยิ้ม ทั้งที่น้ำตายังคลอเบ้า มันสื่อถึงความอิจฉาและความน้อยใจที่เก็บกดไว้อย่างลึกซึ้ง การที่ต้องเห็นคนอื่นมีความสุขในขณะที่ตัวเองต้องทนทุกข์ทรมานในห้องเก่าๆ เป็นพล็อตที่ดึงอารมณ์คนดูได้สุดๆ ใน ไข่มุกไม่หม่นหมอง เรื่องนี้เล่นกับความรู้สึกคนดูได้เก่งมาก
ฉากกินข้าวที่ดูภายนอกเหมือนครอบครัวอบอุ่น แต่จริงๆ แล้วเต็มไปด้วยความตึงเครียด แม่พูดจาเสียดสี พ่อพยายามไกล่เกลี่ยแต่ก็ดูไร้พลัง ส่วนลูกสาวได้แต่ก้มหน้ากินข้าวทั้งที่ไม่มีรสชาติ บรรยากาศแบบนี้มันอึดอัดจนคนดูยังรู้สึกหายใจไม่ออก ไข่มุกไม่หม่นหมอง ทำได้ดีมากในการสร้างบรรยากาศครอบครัวที่แตกสลายภายใต้หน้ากากที่สมบูรณ์แบบ