ฉากที่ชายในชุดสูทพยายามจับมือและพูดคุยกับหญิงสาวในชุดลายดอกไม้นั้นช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน แววตาของเธอไม่ได้มีความยินดีแม้แต่น้อย แต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่พยายามกลั้นไว้ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยืนดูอยู่ก็ดูเหมือนจะรู้เห็นเป็นใจกับบางสิ่งบางอย่าง ทำให้บรรยากาศในงานเลี้ยงดูอึมครึมขึ้นทันที ทั้งที่ควรจะเป็นวันแห่งความสุข
ต้องยอมรับว่าการแต่งตัวของตัวละครแต่ละคนสื่อถึงสถานะทางสังคมได้ชัดเจนมาก ชายในชุดสูทดูภูมิฐานแต่ท่าทางกลับดูเจ้าเล่ห์ ส่วนหญิงสาวที่มากับเขาดูทันสมัยแต่แววตากลับดูไม่จริงใจ ตัดกับหญิงสาวในชุดเรียบง่ายที่ยืนนิ่งๆ แต่กลับดูมีพลังที่สุด ฉากนี้ในความจริงที่ซ่อนเร้น ๑๘ ปี บอกเล่าเรื่องราวผ่านภาษากายได้ดีมากโดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ
ปฏิกิริยาของชาวบ้านที่ยืนมุงดูเหตุการณ์นั้นน่าสนใจมาก บางคนยิ้มแย้มแต่บางคนก็ทำหน้าสงสัย แสดงให้เห็นว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ การที่ชายในชุดสูทพยายามแสดงออกว่าเป็นคนสำคัญแต่กลับถูกมองด้วยสายตาที่แปลกประหลาดจากคนรอบข้าง ทำให้เรารู้สึกได้ว่าเขากำลังพยายามปกปิดบางอย่างที่สำคัญมาก
แค่ฉากเปิดเรื่องก็รู้แล้วว่าเรื่องราวไม่ธรรมดา การที่ชายในชุดสูทพาหญิงสาวอีกคนกลับมาในงานที่ดูเหมือนจะเป็นงานมงคลของหญิงสาวในชุดลายดอกไม้ มันช่างเป็นการท้าทายความรู้สึกดีๆ ที่มีอยู่เดิม ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครทั้งสามดูซับซ้อนและเต็มไปด้วยปมในอดีตที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ความจริงที่ซ่อนเร้น ๑๘ ปี น่าจะเฉลยปมเหล่านี้ในเร็วๆ นี้
ฉากที่ชายในชุดสูทพยายามอธิบายอะไรบางอย่างให้หญิงสาวในชุดลายดอกไม้ฟัง แต่เธอกลับนิ่งเงียบและมองไปทางอื่น มันสื่อถึงความแตกหักที่ซ่อมแซมได้ยาก แม้เขาจะพยายามจับมือหรือแสดงท่าทีอ่อนน้อมแค่ไหน แต่กำแพงในใจเธอคงสูงเกินกว่าจะข้ามผ่านได้ง่ายๆ บรรยากาศในงานที่ควรจะมีความสุขกลับกลายเป็นสนามรบทางอารมณ์ที่ดุเดือด