ฉากที่พระเอกจูงสิงโตเข้ามาในห้องนอนนี่คือจุดพีคที่สุด! จากที่เคยเห็นแค่คน ตอนนี้กลายเป็นสัตว์ดุร้ายที่พร้อมจะขย้ำได้ทุกเมื่อ แต่ที่น่าสนใจคือสายตาของสิงโตที่ดูสงบเมื่ออยู่ใกล้พระเอก มันเหมือนเป็นตัวแทนของด้านมืดในตัวเขาที่พร้อมจะปกป้องหรือทำลายก็ได้ นางเอกที่นอนหลับทั้งที่มีโซ่ล่ามข้อมือแสดงถึงความหมดหวังอย่างแท้จริง ดูแล้วรู้สึกอึดอัดแต่ก็วางไม่ลงเลย งานบอลสีเลือด สร้างบรรยากาศกดดันได้ดีมาก
ชอบมุมกล้องที่จับภาพน้ำตาของนางเอกตอนเธอตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองยังถูกขังอยู่ มันสื่อถึงความสิ้นหวังได้โดยไม่ต้องใช้คำพูดเลย เสื้อสีขาวที่ตัดกับพื้นหลังสีแดงเข้มทำให้เธอดูบริสุทธิ์แต่ก็เปราะบางมาก พระเอกที่ยืนมองเธอด้วยสายตาที่ดูทั้งรักและเจ็บปวดมันทำให้เราสงสัยว่าจริงๆ แล้วเขาต้องการอะไรกันแน่ การที่เขาค่อยๆ เข้าไปหาเธออย่างช้าๆ มันเต็มไปด้วยความตึงเครียด งานบอลสีเลือด เรื่องนี้ทำให้เราต้องคอยเดาใจตัวละครตลอดเวลา
ต้องยอมรับว่างานภาพในเรื่องนี้สวยมาก ทุกเฟรมเหมือนภาพวาดที่มีชีวิต ฉากปราสาทตอนกลางคืนกับแสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างมันสร้างบรรยากาศลึกลับได้ดีมาก แต่ความสวยนั้นกลับขัดกับความโหดร้ายที่พระเอกทำกับนางเอก การที่เขาดูหล่อเหลาแต่กลับมีพฤติกรรมแบบนี้อาจจะสะท้อนถึงตัวละครที่มีปมในอดีตบางอย่าง นางเอกที่พยายามจะหนีแต่ก็ทำไม่ได้มันทำให้เราเอาใจช่วยเธอสุดๆ งานบอลสีเลือด เป็นเรื่องที่ภาพสวยแต่เนื้อหาเจ็บปวดมาก
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้แตกต่างคือการใช้โซ่เป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่ผิดปกติ ไม่ใช่แค่การกักขังทางกายแต่ยังรวมถึงการควบคุมทางใจด้วย ฉากที่พระเอกนั่งข้างๆ นางเอกแล้วจับมือเธอผ่านโซ่มันแสดงถึงความต้องการใกล้ชิดแต่ก็ไม่สามารถสัมผัสได้โดยตรง นางเอกที่มองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกลัวและความสับสนมันทำให้เราเข้าใจความรู้สึกของเธอได้ดีมาก งานบอลสีเลือด เล่นกับจิตวิทยาตัวละครได้ลึกซึ้งมาก
ชอบมากที่เรื่องนี้ใช้การสื่อสารผ่านสายตาและการกระทำมากกว่าคำพูด ฉากที่นางเอกพยายามจะเปิดประตูแต่ทำไม่ได้แล้วหันมามองพระเอกด้วยสายตาที่ขอความเมตตา มันสื่อความหมายได้ชัดเจนมาก พระเอกที่ยืนนิ่งๆ แล้วมองเธอด้วยสายตาที่ดูเย็นชาแต่มือที่กำโซ่แน่นมันแสดงถึงความขัดแย้งภายในตัวเขา บรรยากาศในห้องที่เงียบสงัดทำให้ทุกการเคลื่อนไหวมีความหมาย งานบอลสีเลือด สอนให้เราเข้าใจว่าบางครั้งความเงียบก็บอกอะไรได้มากมาย