ฉากเปิดเรื่องด้วยเทอร์โมมิเตอร์ที่พุ่งสูงถึง ๕๐ องศา ทำให้รู้สึกถึงความร้อนระอุที่แผ่ซ่านออกมาจากหน้าจอทันที ผู้คนในเมืองต่างพยายามเอาตัวรอดจากสภาพอากาศที่โหดร้าย แต่ความน่าสนใจจริงๆ อยู่ที่รถสามล้อสีชมพูคันนี้ ที่ดูเหมือนจะเป็นโลกส่วนตัวเล็กๆ ของเธอ การดู ชีวิตติดลบ แต่รถฉันติดบัฟ ทำให้รู้ว่าความสุขอาจไม่ได้อยู่ที่แอร์เย็นฉ่ำ แต่อยู่ที่ใจเราต่างหาก
ชอบการตัดต่อที่สลับระหว่างความร้อนภายนอกกับความเย็นสบายภายในรถสามล้อคันน้อย การตกแต่งภายในด้วยไฟรูปดาวและผ้าม่านลูกไม้สร้างบรรยากาศที่ฝันมาก แม้ภายนอกจะร้อนจนถนนละลาย แต่ข้างในกลับดูสงบสุข การดู ชีวิตติดลบ แต่รถฉันติดบัฟ ทำให้เห็นความเปรียบต่างที่น่าสนใจระหว่างความวุ่นวายของโลกภายนอกกับความเงียบสงบในใจตัวละคร
ฉากที่ตัวละครหยิบมือถือขึ้นมาดูข้อความที่อ่านไม่ออกนั้นสร้างความสงสัยให้คนดูมาก มันดูเหมือนรหัสลับหรือภาษาต่างดาวที่ซ่อนความหมายบางอย่างไว้ การที่เธอทำท่าทางสับสนแล้ววางลง ทำให้เราอยากรู้ว่าใครส่งมาและหมายถึงอะไร การดู ชีวิตติดลบ แต่รถฉันติดบัฟ ทำให้รู้สึกว่าทุกการกระทำของตัวละครมีนัยยะซ่อนอยู่ รอให้เราตีความ
แม้รถสามล้อคันนี้จะดูเก่าและสนิมเขรอะ แต่ภายในกลับถูกดูแลอย่างดีด้วยของตกแต่งน่ารักๆ ตัวละครหญิงนั่งกินขนมและนมอย่างมีความสุขเพียงลำพัง ฉากนี้สื่อถึงความเหงาที่งดงาม เธอไม่ต้องพึ่งพาใครก็สามารถสร้างความสุขให้ตัวเองได้ การดู ชีวิตติดลบ แต่รถฉันติดบัฟ ทำให้เข้าใจว่าบางครั้งการอยู่คนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป
ตอนจบที่โทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมรูปผู้ชายที่โทรเข้ามา เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้อารมณ์เรื่องเปลี่ยนทันที จากความสงบสุขกลายเป็นความตื่นเต้นหรืออาจจะกังวล ไม่รู้ว่าเธอจะรับสายไหมและผู้ชายคนนี้เป็นใคร การดู ชีวิตติดลบ แต่รถฉันติดบัฟ ทิ้งปมไว้ให้คนดูได้คิดต่อว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นอย่างไรต่อไป