สิ่งที่ทำให้ใจสลายที่สุดในรอยแค้นข้ามชาติ คือแววตาของเด็กน้อยที่นั่งอยู่ตรงนั้น เธอพยายามทำตัวเงียบและเกร็งตัวเมื่อผู้ใหญ่เริ่มคุยกันสีหน้าเปลี่ยนไปมา ความไร้เดียงสาที่ต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ใหญ่ทะเลาะกันหรือมีความขัดแย้ง มันสะท้อนให้เห็นว่าเด็กคือเหยื่อที่แท้จริงของปัญหาผู้ใหญ่ ฉากนี้เล่นกับอารมณ์คนดูได้เก่งมาก
ชอบวิธีเล่าเรื่องในรอยแค้นข้ามชาติ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดเยอะ แต่ใช้ภาษากายและสายตาในการสื่อสาร ทุกครั้งที่ชายหนุ่มขยับตัวหรือหญิงชราเปลี่ยนสีหน้า มันเหมือนมีระเบิดเวลาซ่อนอยู่ใต้โต๊ะอาหารนั้น การที่เรื่องราวดูเหมือนปกติแต่แฝงไปด้วยความขัดแย้ง ทำให้เราต้องคอยจับผิดทุกการเคลื่อนไหวของตัวละครว่าใครกำลังโกหกใครอยู่
การแต่งตัวของชายหนุ่มในรอยแค้นข้ามชาติ บอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าคำพูด ชุดสูทที่เรียบหรูแต่สีหน้ากลับดูทุกข์ทรมานและกดดัน การที่เขาพยายามข่มอารมณ์และพูดจาด้วยน้ำเสียงที่ควบคุมไว้ แสดงให้เห็นว่าเขาต้องแบกรับอะไรไว้มากมาย ฉากที่เขาเอื้อมมือไปจับแขนเด็กน้อยเป็นโมเมนต์ที่บอบบางและทรงพลังมาก
ตัวละครหญิงชราในรอยแค้นข้ามชาติ น่าสนใจมากตรงที่สีหน้าเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว จากที่ยิ้มแย้มกลายเป็นเคร่งขรึม แล้วกลับมาเป็นห่วงเป็นใย ดูเหมือนเธอจะเป็นคนคุมเกมแต่ก็ดูเหมือนจะเป็นคนที่กังวลที่สุดเช่นกัน การแสดงออกทางสีหน้าที่ละเอียดอ่อนทำให้เราเดาไม่ออกว่าเธออยู่ฝ่ายไหนกันแน่ หรือเธอแค่พยายามประคับประคองสถานการณ์ไว้
สิ่งที่ชอบที่สุดในรอยแค้นข้ามชาติ คือการใช้ความเงียบเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่อง ช่วงเวลาที่ไม่มีใครพูดอะไรเลยแต่ทุกคนจ้องตากัน มันสร้างความกดดันให้คนดูแทบจะหายใจไม่ออก เสียงช้อนกระทบชามหรือเสียงแก้ววางบนโต๊ะกลับดังผิดปกติในฉากนี้ มันคืองานกำกับที่เข้าใจจิตวิทยาคนดูอย่างแท้จริง