ฉากเปิดเรื่องในห้วงอวกาศที่เต็มไปด้วยดวงดาวทำให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในมิติอื่นทันที ความตึงเครียดของกลุ่มคนที่เปื้อนโคลนดูน่าสงสัยมาก แต่จุดพีคคือตอนที่เด็กชายตาเรืองแสงแล้วมีตัวอักษรโบราณลอยออกมา ช่างเป็นพล็อตที่แปลกใหม่และน่าติดตามสุดๆ ในเรื่อง เนตรทองคำฝ่ามหันตภัย การที่เด็กน้อยกลายเป็นศูนย์กลางของพลังอำนาจทำให้คนดูต้องลุ้นว่าพวกเขาจะรอดจากสถานการณ์นี้ได้อย่างไร
ชอบฉากที่เด็กชายยืนบนจานแสงสีทองแล้วมีรูปปั้นเทพเจ้าขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นมา มันดูยิ่งใหญ่และอลังการมาก แสงสีทองที่พุ่งออกมาจากดวงตาของเทพเจ้าทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ความรู้สึกเหมือนกำลังดูตำนานโบราณที่ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง การแสดงออกทางสีหน้าของเด็กชายที่เปลี่ยนจากความกลัวเป็นความมุ่งมั่นทำให้ตัวละครนี้มีเสน่ห์มาก เป็นตอนที่ทำให้รู้สึกว่าเรื่อง เนตรทองคำฝ่ามหันตภัย มีอะไรซ่อนอยู่มากกว่าที่เห็น
ฉากที่ทุกคนตกลงไปในอุโมงค์หินที่มืดมิดและเปียกชื้นสร้างความรู้สึกอึดอัดและกดดันได้ดีมาก เสียงสะท้อนในถ้ำทำให้บรรยากาศดูน่ากลัวขึ้นเป็นเท่าตัว การที่ตัวละครต้องวิ่งหนีอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นทำให้คนดูต้องนั่งติดขอบจอ ฉากแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เปรียบเสมือนความหวังเดียวของพวกเขา เป็นช่วงเวลาที่วัดใจคนดูจริงๆ ว่าใครจะรอดไปพร้อมกับพวกเขาในเรื่อง เนตรทองคำฝ่ามหันตภัย
สิ่งที่ชอบที่สุดคือการแสดงอารมณ์ของตัวละครแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป บางคนโกรธเกรี้ยว บางคนร้องไห้ และบางคนก็พยายามตั้งสติ ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างชายชราใส่หมวกกับชายหนุ่มที่ดูมีพิรุธทำให้เดาทางไม่ถูกว่าใครคือคนร้าย การโต้เถียงกันท่ามกลางวิกฤตทำให้เห็นธาตุแท้ของคนได้ชัดเจนที่สุด เป็นดราม่าที่เข้มข้นมากสำหรับเรื่อง เนตรทองคำฝ่ามหันตภัย ที่ทำให้เราต้องคิดตามตลอดเวลา
ต้องยอมรับว่างานภาพในเรื่องนี้ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะฉากที่เด็กชายลอยอยู่กลางอากาศและมีวงแหวนแสงหมุนรอบตัว ดีเทลของชุดเกราะเทพเจ้าที่ทำจากควันสีขาวดูขลังและทรงพลังมาก การใช้สีฟ้าเข้มของอวกาศตัดกับสีทองของพลังวิเศษทำให้ภาพดูมีมิติและสวยงามจนไม่อยากกระพริบตา เป็นงานโปรดักชั่นที่คุ้มค่าการรับชมจริงๆ สำหรับ เนตรทองคำฝ่ามหันตภัย