ชอบโมเมนต์ที่ฮ่องเต้นั่งก้มหน้าไม่พูดไม่จา ในขณะที่ไทเฮากำลังแสดงอำนาจให้ข้าราชบริพารเห็นชัดๆ ความตึงเครียดในฉากนี้ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะก็สื่ออารมณ์ได้ครบถ้วน การแสดงของนักแสดงนำทั้งสองคนมีเคมีที่แปลกใหม่ ไม่ใช่แค่ความรักแต่เป็นการต่อสู้ทางอำนาจที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้ม ดูแล้วลุ้นจนตัวเกร็ง
ต้องชื่นชมทีมคอสตูมที่ใส่ใจรายละเอียด ชุดของไทเฮาที่เป็นสีดำตัดกับทองแสดงถึงความดุดันและอำนาจอันมืดมน ในขณะที่ชุดสีแดงของหญิงสาวที่เดินเข้ามาในตอนท้ายสื่อถึงความร้อนแรงและการท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า การเปลี่ยนผ่านของตัวละครผ่านเครื่องแต่งกายทำให้เนื้อเรื่องในเบบี๋ในท้อง ปากแซ่บไม่หยุด มีมิติมากขึ้นเยอะเลย
ฉากที่ไทเฮาสั่งการนายทหารให้จัดการเรื่องต่างๆ โดยที่ฮ่องเต้ทำได้แค่นั่งมองตาปริบๆ มันสะท้อนความสัมพันธ์ในครอบครัวราชวงศ์ได้เจ็บแสบมาก ความรู้สึกที่ฮ่องเต้ถูกกดขี่และพยายามจะหลุดพ้นจากกรอบนี้คือจุดขายหลักของเรื่อง ทำให้คนดูอย่างเราเอาใจช่วยเขาสุดๆ อยากเห็นเขาลุกขึ้นมาทวงคืนบัลลังก์เร็วๆ
จังหวะที่หญิงสาวในชุดสีแดงเดินเข้ามาในท้องพระโรงพร้อมหางชุดที่ยาวเฟื้อย มันคือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สายตาของเธอที่มองตรงไปข้างหน้าโดยไม่เกรงกลัวใคร บวกกับสีหน้าของไทเฮาที่เริ่มเปลี่ยนไป บอกใบ้ว่าเกมอำนาจกำลังจะเข้มข้นขึ้น ใครที่คิดว่าเรื่องนี้จะเน้นแค่ดราม่าในวัง ต้องดูเบบี๋ในท้อง ปากแซ่บไม่หยุด แล้วจะรู้ว่าผิดคาด
การถ่ายทำในฉากท้องพระโรงใช้มุมกล้องที่เน้นความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมแต่ก็ทำให้ตัวละครดูเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับอำนาจของสถาบัน แสงเงาที่เล่นกับใบหน้าของฮ่องเต้ช่วยเน้นความทุกข์ใจภายในได้ดีมาก ดูแล้วรู้สึกอึดอัดแทนตัวละครหลักจนอยากกระโดดเข้าไปช่วย เป็นงานภาพที่สวยงามแต่แฝงความน่ากลัว