การเปิดเรื่องด้วยฉากในถ้ำมืดที่ตัวละครถือคบเพลิงสร้างความตื่นเต้นทันที เมื่อปีศาจหมาป่าปรากฏตัวขึ้น แสงไฟจากลำตัวมันตัดกับความมืดได้อย่างน่าทึ่ง ฉากต่อสู้ระหว่างทหารกับสัตว์อสูรใน เจ้าอสูรกู้บัลลังก์ ทำได้สมจริงมาก โดยเฉพาะจังหวะที่ดาบปะทะกับกรงเล็บ เสียงเอฟเฟกต์กระแทกใจคนดูสุดๆ การแสดงออกทางสีหน้าของตัวละครสื่อถึงความกลัวและความกล้าหาญได้อย่างลงตัว
จุดเปลี่ยนสำคัญคือตอนที่ตัวละครในชุดสีน้ำเงินเข้าไปหาปีศาจหมาป่าแทนที่จะหนี เขาหยิบชิ้นส่วนบางอย่างขึ้นมาแล้วปีศาจก็เปลี่ยนท่าทีทันที ฉากนี้ใน เจ้าอสูรกู้บัลลังก์ สื่อความหมายลึกซึ้งเกี่ยวกับความไว้วางใจ การที่มนุษย์กับสัตว์อสูรสามารถเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องใช้คำพูด เป็นโมเมนต์ที่กินใจมาก แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาเพิ่มบรรยากาศโรแมนติกแบบแปลกใหม่
ต้องยอมรับว่างานคอมพิวเตอร์กราฟิกของปีศาจหมาป่าทำออกมาได้ละเอียดมาก ขนแต่ละเส้นเคลื่อนไหวตามลม แสงไฟที่ลุกโชนจากลำตัวดูสมจริงสุดๆ ฉากที่มันปีนหน้าผาสูงชันใน เจ้าอสูรกู้บัลลังก์ ทำให้คนดูต้องกลั้นหายใจตาม มุมกล้องที่ถ่ายจากด้านล่างขึ้นไปยิ่งเสริมให้สัตว์อสูรดูลำบึ้กและน่าเกรงขาม การจัดแสงสีฟ้าเย็นตัดกับสีแดงจากดวงตาปีศาจสร้างคอนทราสต์ที่สวยงามมาก
ใครจะคิดว่าจากฉากต่อสู้ดุเดือดจะกลายเป็นเรื่องราวของการร่วมมือกัน ตัวละครหลักไม่ได้เลือกที่จะฆ่าปีศาจแต่เลือกที่จะเข้าใจมัน ฉากที่ทั้งคู่ขี่หลังปีศาจวิ่งผ่านภูมิประเทศอันตรายใน เจ้าอสูรกู้บัลลังก์ สร้างความรู้สึกอิสระและผจญภัย การที่ปีศาจยอมให้มนุษย์ขี่หลังแสดงถึงความไว้วางใจที่สร้างขึ้นได้ยาก เรื่องราวแบบนี้ทำให้คนดูรู้สึกมีหวังในโลกที่เต็มไปด้วยการต่อสู้
ตัวละครในชุดสีน้ำเงินไม่ใช่แค่ผู้กล้าธรรมดา แต่เขามีความอ่อนโยนและความเข้าใจต่อสัตว์อสูร ฉากที่เขาจับหัวปีศาจเบาๆ ใน เจ้าอสูรกู้บัลลังก์ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหา การแสดงสีหน้าที่เปลี่ยนจากกลัวเป็นเข้าใจทำได้ดีมาก ชุดเครื่องแต่งกายที่มีลวดลายมังกรสีเงินบนพื้นน้ำเงินเข้มดูหรูหราและเข้ากับบุคลิกตัวละครอย่างลงตัว