ต้องยกนิ้วให้ตัวละครคุณแม่ที่แสดงออกมาได้ดุดันและน่าเกรงขามมาก แค่เพียงนั่งนิ่งๆ ก็ส่งพลังกดดันไปทั่วห้องแล้ว ฉากที่เธอจ้องมองและสั่งสอนลูกเขยทำให้เห็นถึงอำนาจที่แท้จริงในครอบครัว เรื่องราวใน กลรักบอสเจ้าเล่ห์ ดำเนินเรื่องด้วยปมขัดแย้งในครอบครัวที่เข้มข้นมาก การแสดงสีหน้าและน้ำเสียงของเธอทำให้เรารู้สึกเกร็งแทนพระเอกจริงๆ เป็นตัวละครที่สร้างสีสันและความดราม่าได้ดีเยี่ยม
ใครบอกว่าดราม่าจะไม่มีมุมฮา ฉากที่พระเอกพยายามประจบประแจงแต่กลับโดนทำโทษจนต้องกลิ้งไปกับพื้น มันทั้งน่าสงสารและน่าขำในเวลาเดียวกัน การแสดงที่เกินจริงเล็กน้อยในบางจังหวะทำให้ กลรักบอสเจ้าเล่ห์ มีรสชาติที่แปลกใหม่ ไม่เครียดจนเกินไป คนดูได้พักหายใจบ้างกับมุกตลกที่แทรกเข้ามาอย่างแนบเนียน โดยเฉพาะฉากจบที่มีสาวน้อยถือไม้กวาดวิ่งเข้ามา เพิ่มความวุ่นวายได้ทันใจมาก
การที่ต้องทนทุกข์ทรมานเพื่อพิสูจน์ความรักเป็นพล็อตที่คลาสสิกแต่ยังใช้ได้ผลเสมอ ใน กลรักบอสเจ้าเล่ห์ ฉากที่พระเอกต้องดื่มชาทั้งที่มือสั่นและหน้าตาตื่นกลัว สะท้อนให้เห็นว่าเขายอมทำทุกอย่างเพื่อคนรัก แม้จะต้องเผชิญกับกำแพงที่สูงชันอย่างแม่สามีก็ตาม ความพยายามของเขาทำให้เราเอาใจช่วยและอยากให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้เร็วๆ การแสดงออกทางสีหน้าที่เปลี่ยนจากหวังดีเป็นหวาดกลัวทำได้ดีมาก
ต้องชมทีมโปรดักชั่นที่ใช้แสงสีแดงในฉากดราม่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันช่วยขับเน้นอารมณ์ความเจ็บปวดและความอันตรายของสถานการณ์ได้โดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะเลย ใน กลรักบอสเจ้าเล่ห์ การใช้มุมกล้องที่กดต่ำลงเวลาพระเอกคุกเข่าทำให้เขาดูตัวเล็กและไร้พลังเมื่อเทียบกับคู่สนทนา รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างนาฬิกาข้อมือสีทองหรือชุดกี่เพ้าสีดำ ล้วนช่วยบอกสถานะและบุคลิกของตัวละครได้ชัดเจนมาก
ดูแล้วขนลุกจริงๆ กับฉากที่พระเอกต้องคุกเข่าขอขมา ท่าทางที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความอับอายทำให้คนดูอย่างเราอินไปกับสถานการณ์สุดๆ การแสดงของนักแสดงนำใน กลรักบอสเจ้าเล่ห์ นั้นสมจริงมาก โดยเฉพาะแววตาที่สื่ออารมณ์ได้ดีจนน่าตกใจ บรรยากาศในห้องที่เปลี่ยนเป็นสีแดงยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้ฉากนี้ดูน่ากลัวและกดดันอย่างบอกไม่ถูก เป็นฉากที่จำไม่ลืมเลย