ชอบการเปลี่ยนโทนเรื่องจากโรแมนติกดราม่ามาเป็นคอมเมดี้ครอบครัวแบบไม่ทันตั้งตัว ฉากที่ผู้ชายอุ้มผู้หญิงไปวางบนเตียงดูเซ็กซี่มาก แต่พอเด็กน้อยโผล่มาทุกอย่างก็กลายเป็นความน่ารักแทน ติ๊ง ที่รักของม๊ะมาแล้วน้า เป็นชื่อเรื่องที่เข้ากับเนื้อหาได้ดีมาก เพราะมันสื่อถึงความรักที่ซับซ้อนแต่อบอุ่น การที่ผู้ชายรับสายโทรศัพท์ด้วยสีหน้ากังวลตอนท้าย ทำให้เราเดาได้ว่าคงมีปมดราม่ารออยู่ข้างหน้าแน่ๆ
เด็กน้อยในเรื่องนี้น่ารักมาก ทำหน้าที่เป็นตัวตัดบทความโรแมนติกของผู้ใหญ่ได้อย่างลงตัว ฉากที่พ่อแม่อ่านนิทาน ๓๖๕ เรื่องก่อนนอนให้ฟังแล้วลูกหลับไปช่างดูอบอุ่นหัวใจ ติ๊ง ที่รักของม๊ะมาแล้วน้า สะท้อนความเป็นครอบครัวได้ดีมาก แม้ฉากเปิดจะดูหวือหวาหน่อย แต่พอเข้าเรื่องจริงกลับเน้นความสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่า การที่ผู้ชายรีบรับโทรศัพท์ตอนท้ายทำให้เรารู้สึกกังวลแทนเขาว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นเรื่องรักหวานซึ้ง แต่จริงๆ แล้วมีปมซ่อนอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาตอนท้ายที่ทำให้ผู้ชายเปลี่ยนสีหน้าทันที ติ๊ง ที่รักของม๊ะมาแล้วน้า เป็นเรื่องที่เล่นกับอารมณ์คนดูได้ดีมาก จากฉากจูบที่ดูเข้มข้น กลายเป็นฉากครอบครัวที่อบอุ่น แล้วจบด้วยปริศนาที่ทำให้เราต้องกดดูตอนต่อไป ฉากที่เด็กน้อยเดินเข้ามาพร้อมหมอนคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรื่องดูมีมิติขึ้นมาก
ชอบการจัดแสงในฉากจูบมาก ให้ความรู้สึกอบอุ่นและโรแมนติกสุดๆ แต่พอเด็กน้อยโผล่มาทุกอย่างก็เปลี่ยนเป็นความน่ารักแทน ติ๊ง ที่รักของม๊ะมาแล้วน้า เป็นชื่อเรื่องที่สื่อถึงความเป็นครอบครัวได้ดีมาก ฉากที่พ่อแม่อ่านนิทานให้ลูกฟังแล้วลูกหลับไปช่างดูอบอุ่นหัวใจ การที่ผู้ชายรับโทรศัพท์ด้วยสีหน้ากังวลตอนท้ายทำให้เราเดาได้ว่าคงมีเรื่องไม่คาดฝันรออยู่ข้างหน้าแน่ๆ ทำให้เราอยากติดตามตอนต่อไปทันที
ฉากจูบแรกช่างโรแมนติกจนใจละลาย แต่พอเด็กน้อยเดินเข้ามาพร้อมหมอนใบใหญ่ บรรยากาศเปลี่ยนเป็นตลกทันที! การแสดงของนักแสดงนำดูเป็นธรรมชาติมาก โดยเฉพาะตอนพ่ออ่านนิทานให้ลูกฟัง ติ๊ง ที่รักของม๊ะมาแล้วน้า ทำให้เรื่องดูอบอุ่นขึ้นอีกเท่าตัว แม้จะมีโทรศัพท์ปริศนาโทรเข้ามาตอนท้าย แต่กลับยิ่งทำให้เราอยากรู้ว่าใครโทรมาและทำไมเขาถึงทำหน้าเครียดแบบนั้น