ตอนแรกเห็นเจ้าหนูแฮมสเตอร์ใส่เสื้อเหลืองก็นึกว่าการ์ตูนเด็ก แต่พอฉากเปลี่ยนเป็นเซียนหญิงกับจอมมารผมขาว บรรยากาศเปลี่ยนทันที! การตัดสลับระหว่างโลกไซเบอร์สุดล้ำกับฉากโบราณจีนทำได้ดีมาก โดยเฉพาะฉากที่แฮมสเตอร์ถือป้ายแล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็นโกรธจัด ชวนให้สงสัยว่าเรื่องจริงของ เมื่อเซียนหญิงต้องจีบจอมมาร จะเข้มข้นแค่ไหน คนดูอย่างเราแค่เห็นตัวอย่างก็รู้สึกตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้วค่ะ
ชอบมากตรงที่ผู้กำกับใช้ดวงตาเป็นตัวเล่าเรื่อง ฉากซูมเข้าตาของจอมมารผมขาวที่สะท้อนภาพเซียนหญิงนั่งสมาธิอยู่ข้างใน มันสื่อถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย สีตาเปลี่ยนจากปกติเป็นสีม่วงเรืองแสงตอนอารมณ์รุนแรง ช่างเป็นดีเทลเล็กๆ ที่ทรงพลังมาก ดูแล้วขนลุกซู่! เรื่อง เมื่อเซียนหญิงต้องจีบจอมมาร น่าจะมีปมดราม่าหนักมากแน่ๆ เพราะแค่ฉากนิ่งๆ ยังทำอารมณ์คนดูได้ขนาดนี้
ใครจะคิดว่าตัวประกอบที่เป็นสัตว์จะขโมยซีนได้ขนาดนี้! เจ้าหนูแฮมสเตอร์ไม่ใช่แค่มาสคอตน่ารักๆ แต่ดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องเลยนะ ตอนถือป้ายแล้วตะโกนใส่หน้าจอ แล้วจู่ๆ ก็เรียกปีศาจออกมาได้ แสดงว่ามันต้องมีพลังพิเศษซ่อนอยู่แน่ๆ การออกแบบคาแรคเตอร์นี้ฉลาดมาก ทำให้เรื่อง เมื่อเซียนหญิงต้องจีบจอมมาร ดูมีมิติมากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องรักดราม่าธรรมดา แต่มีแฟนตาซีและคอมเมดี้ปนอยู่ด้วย
ฉากที่เซียนหญิงผมชมพูยืนมองจอมมารล้มลงกับพื้น แล้วค่อยๆ ยื่นมือออกไปช่วย มันช่างเป็นภาพที่ทั้งเศร้าและสวยงามในเวลาเดียวกัน แสงแดดที่ส่องผ่านหน้าต่างไม้ไผ่ทำให้ฉากดูอบอุ่นแต่ก็แฝงความตึงเครียดไว้เต็มเปียม การแสดงออกทางสีหน้าที่ไม่พูดอะไรเลยแต่สื่ออารมณ์ได้ชัดเจนมาก ดูแล้วใจหายแทนตัวละคร เรื่อง เมื่อเซียนหญิงต้องจีบจอมมาร น่าจะเล่นกับความรู้สึกคนดูได้เก่งมากแน่ๆ
การสลับฉากระหว่างห้องจำลองเทคโนโลยีสูงกับศาลาไม้ไผ่โบราณทำได้เนียนมาก ไม่รู้สึกขัดเขินเลยแม้แต่น้อย เหมือนสองโลกนี้มีความเชื่อมโยงบางอย่างที่เรายังไม่รู้ เจ้าหนูแฮมสเตอร์ดูเหมือนจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างสองโลกนี้ด้วยซ้ำ ฉากที่มีคริสตัลลอยรอบตัวมันช่างสวยงามและน่าอัศจรรย์มาก ดูแล้วรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปในโลกแฟนตาซีจริงๆ เรื่อง เมื่อเซียนหญิงต้องจีบจอมมาร น่าจะมีพล็อตที่ซับซ้อนและน่าสนใจมากแน่ๆ