ฉากเปิดเรื่องในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ทำเอาขนลุกซู่เลย บรรยากาศเมืองที่ถูกไฟไหม้จนวอดวายกับท้องฟ้าสีแดงฉาน มันสื่อถึงความสิ้นหวังได้ชัดเจนมาก ตัวละครในชุดคลุมสีเทายืนมองดูความพินาศด้วยสายตาที่ว่างเปล่า แต่แฝงไปด้วยพลังบางอย่างที่พร้อมจะระเบิดออกมา การตัดต่อภาพสลับระหว่างความโกลาหลกับความนิ่งสงบของตัวเอกช่างน่าทึ่ง
ชอบฉากที่ตัวละครหลักในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ยื่นมือออกไปแล้วมีแสงสีทองหมุนวนรอบนิ้ว มันดูขลังและทรงพลังมาก แสงนั้นดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของชีวิตหรือวิญญาณที่กำลังถูกควบคุม ฉากนี้บอกใบ้ว่าเขาคือผู้กำหนดชะตากรรม ไม่ใช่แค่ผู้สังเกตการณ์ธรรมดาๆ การแสดงออกทางสีหน้าที่เย็นชาแต่ดวงตาดูมีเรื่องราวทำให้ตัวละครนี้น่าค้นหาสุดๆ
ฉากที่ขบวนทัพเคลื่อนที่ผ่านความมืดในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง น่ากลัวแต่ก็อลังการมาก หัวรถที่เป็นรูปปีศาจสีแดงตาไฟลุกโชนดูน่าเกรงขามสุดๆ คนขี่ม้านำหน้าดูสง่างามแต่ก็อันตราย การที่ฉากนี้ตัดสลับกับหน้าของตัวเอกที่กำลังเปลี่ยนสีตาเป็นสีแดงเลือด มันทำให้เรารู้สึกว่าสงครามครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น และไม่มีใครรอดพ้นจากมันไปได้ง่ายๆ
ฉากในห้องถ้ำที่มีบัลลังก์หินลอยอยู่เหนือน้ำสีแดงในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ช่างเป็นภาพที่หลอนและสวยงามในเวลาเดียวกัน แสงสีม่วงและสีแดงที่สะท้อนบนผิวน้ำสร้างบรรยากาศที่ดูเหนือจริงมาก มันเหมือนเป็นสถานที่ตัดสินชะตาของเหล่าปีศาจ หรืออาจจะเป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าแห่งความตาย ฉากนี้ทำให้เราอยากรู้ว่าใครกันแน่ที่จะได้นั่งบนบัลลังก์นั้น
ฉากที่แม่กอดลูกแน่นท่ามกลางกองไฟในนักโทษเนรเทศ สู่เทพตัดสินนาง ทำเอาใจสลายเลย สีหน้าของความหวาดกลัวและความหมดหวังของทั้งสองคนมันสื่อออกมาได้ชัดเจนมาก ไฟที่ลุกโชนรอบตัวเปรียบเสมือนนรกบนดินที่ไม่มีทางหนีรอด ฉากนี้ทำให้เราเห็นด้านมนุษย์ที่เปราะบางที่สุดท่ามกลางสงครามอันโหดร้าย มันคือภาพที่สะท้อนความโหดร้ายของสงครามได้ดีที่สุด