ตอนจบที่เธอหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความ ช่างเป็นจุดพีคที่ทำให้คนดูต้องเดาต่อว่าเธอจะตัดสินใจยังไง การที่เธอเลือกจะเผชิญหน้าหรือถอยออกมา มันคือจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่อง ฉากนี้ทำให้เห็นความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนแอ ดูแล้วลุ้นจนตัวเกร็งเลยจริงๆ รักเธอเหมือนยาเสพติด ทำให้เราเข้าใจว่าความรักบางครั้งก็เหมือนพิษที่ค่อยๆ กัดกิน
สิ่งที่ชอบที่สุดในเรื่องนี้คือการใช้ความเงียบสื่อสารอารมณ์ โดยเฉพาะฉากที่เธอนั่งฟังอีกฝ่ายพูดโดยที่ไม่โต้ตอบ มันมีความตึงเครียดที่มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ผ่านหน้าจอ การแต่งกายและฉากหลังช่วยเสริมบรรยากาศได้เป็นอย่างดี ดูแล้วรู้สึกอินไปกับตัวละครมาก รักเธอเหมือนยาเสพติด เป็นเรื่องที่บอกเล่าความเจ็บปวดของความรักได้ลึกซึ้งจริงๆ
ฉากเปลี่ยนจากบาร์มืดมิดมาสู่ห้องสัมภาษณ์ที่สว่างจ้า ช่างเป็นการตัดต่อที่บอกเล่าเรื่องราวได้โดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ การที่เธอต้องนั่งฟังเรื่องราวของคนอื่นเกี่ยวกับคนที่เธอรัก หรืออาจจะเคยรัก มันช่างทรมานใจเหลือเกิน ดูแล้วรู้สึกจุกอกตามตัวละครไปเลย ความเป็น รักเธอเหมือนยาเสพติด มันชัดเจนมากในแววตาของเธอตอนนั้น
ชอบฉากที่เธอหยิบเอกสารขึ้นมาดูแล้วเปลี่ยนสีหน้าทันที มันบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดได้โดยไม่ต้องมีบทพูดเยอะแยะ การแสดงออกทางสีหน้าของนักแสดงนำช่างละเอียดอ่อนมาก ตั้งแต่รอยยิ้มบางๆ ไปจนถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ ดูแล้วเหมือนเราเข้าไปนั่งอยู่ในห้องนั้นด้วยจริงๆ รักเธอเหมือนยาเสพติด เป็นเรื่องที่เล่นกับความรู้สึกคนดูได้เก่งมาก
บรรยากาศในบาร์ช่วงแรกช่างดูอันตรายและน่าค้นหา แสงสีม่วงตัดกับชุดสีขาวของเธอทำให้รู้สึกถึงความขัดแย้งในใจตัวละคร การที่เธอต้องไปเจอหน้าคนที่เคยมีอดีตด้วยท่าทีนิ่งสงบแต่แฝงความเจ็บปวด ช่างเป็นฉากที่ดึงอารมณ์คนดูได้ดีมาก เหมือนดู รักเธอเหมือนยาเสพติด ที่ตัวละครพยายามหนีแต่ก็หนีไม่พ้นชะตากรรม