ฉากที่ตำรวจหนุ่มจ้องมองดินสอในถุงพยานแล้วน้ำตาไหลออกมา มันช่างสะเทือนใจมาก เหมือนเขาเพิ่งค้นพบความจริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในดินสอแท่งนั้น เรื่องราวในดินสอแห่งความแค้น ดูเหมือนจะซับซ้อนกว่าที่คิด แค่เห็นแววตาของเขาก็รู้แล้วว่าเขาต้องเจ็บปวดแค่ไหน การแสดงสีหน้าของนักแสดงหลักทำให้คนดูอินไปกับความเศร้าและความโกรธแค้นที่อัดอั้นมานาน
ตอนที่พระเอกเห็นภาพชายชุดดำบนจอคอมพิวเตอร์แล้วเปลี่ยนจากคนนิ่งๆ เป็นคนโกรธจัด มันคือจุดพีคของเรื่องนี้จริงๆ ดินสอแห่งความแค้น ไม่ใช่แค่ชื่อเรื่องแต่มันคือหัวใจของเรื่องราวทั้งหมด การตัดสลับระหว่างภาพในอดีตกับปัจจุบันทำให้เราเข้าใจปมในใจตัวละครได้ทันที บรรยากาศในห้องสืบสวนที่ตึงเครียดบวกกับดนตรีประกอบที่เร้าอารมณ์ ทำให้ฉากนี้ทรงพลังมาก
ชอบบรรยากาศการทำงานเป็นทีมของตำรวจในเรื่องนี้มาก ทุกคนช่วยกันวิเคราะห์ข้อมูลบนจอคอมพิวเตอร์อย่างจริงจัง แม้จะไม่มีบทพูดเยอะแต่ภาษากายและการมองตาก็บอกเล่าเรื่องราวได้ดีมาก ดินสอแห่งความแค้น ทำให้เราเห็นด้านความเป็นมนุษย์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าพวกเขาก็มีความรู้สึกและเจ็บปวดเหมือนคนทั่วไป ฉากที่ทุกคนมามุงดูหลักฐานร่วมกันทำให้รู้สึกถึงความสามัคคี
การเปิดเรื่องด้วยภาพจากกล้องวงจรปิดที่เบลอๆ แล้วค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเป็นเทคนิคการเล่าเรื่องที่ฉลาดมาก คนดูจะได้ลุ้นไปพร้อมกับตัวละครว่าภาพนั้นคือใคร ดินสอแห่งความแค้น ใช้วัตถุธรรมดาอย่างดินสอมาเป็นจุดเชื่อมโยงของปมอาชญากรรมได้อย่างน่าสนใจ ฉากที่พระเอกจ้องจอแล้วน้ำตาไหลโดยไม่มีคำพูดเลยแต่สื่ออารมณ์ได้เต็มร้อย ทำให้คนดูต้องร้องไห้ตาม
ตัวละครพระเอกพยายามทำตัวเข้มแข็งแต่พอเห็นหลักฐานชิ้นสำคัญก็ทนไม่ไหว ร้องไห้ออกมาทันที มันคือฉากที่แสดงถึงความเปราะบางของมนุษย์ได้ดีมาก ดินสอแห่งความแค้น ไม่ได้ขายแค่ความตื่นเต้นแต่ขายอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครด้วย การที่ตำรวจหนุ่มต้องมาเผชิญหน้ากับความจริงผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำให้เรารู้สึกสงสารเขาจริงๆ