ฉากเปิดเรื่องดูเรียบง่ายแต่แฝงความกดดัน เมื่อหญิงวัยกลางคนได้รับกล่องไม้จากคนลึกลับ ความสงสัยค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวเมื่อพบมีดและจดหมายขู่ การแสดงสีหน้าของเธอถ่ายทอดอารมณ์ได้สมจริงมาก เหมือนเราได้นั่งดู ดินสอแห่งความแค้น ไปพร้อมกับเธอจริงๆ บรรยากาศในห้องทำงานที่เงียบสงบกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพายุร้ายแรง
ชอบจังหวะการเล่าเรื่องที่ค่อยๆ ไต่ระดับความตึงเครียด จากความสงสัยในตอนแรก สู่ความตกใจเมื่อเห็นข้อความขู่ และจุดพีคคือตอนที่เพื่อนร่วมงานวิ่งเข้ามาพร้อมจดหมายฉบับเดียวกัน มันทำให้รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การขู่รายบุคคล แต่เป็นแผนการใหญ่ที่จ้องเล่นงานทั้งกลุ่ม ดูในเน็ตชอร์ตแล้วรู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นเลย
ฉากที่พ่ออุ้มลูกสาวเดินกลับบ้านอย่างมีความสุข ตัดสลับกับภาพบ้านที่รกร้างและภรรยาที่นั่งร้องไห้ มันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน การแสดงของนักแสดงนำชายถ่ายทอดความสับสนและความโกรธแค้นได้ดีมาก เมื่อเขาอ่านจดหมายขู่เดียวกันนั้น สายตาที่เปลี่ยนไปบอกทุกอย่างว่าเกมนี้เดิมพันด้วยชีวิตครอบครัว ดู ดินสอแห่งความแค้น แล้วเข้าใจเลยว่าความแค้นมันทำลายได้มากแค่ไหน
ฉากที่เด็กน้อยยืนมองพ่อแม่ทะเลาะกันด้วยสายตาหวาดกลัว มันสะเทือนใจมาก เรื่องราวใน ดินสอแห่งความแค้น ไม่ได้แค่พูดถึงการแก้แค้นระหว่างผู้ใหญ่ แต่ยังแสดงให้เห็นว่าเด็กคือเหยื่อที่ไร้เสียงที่สุด การที่พ่อต้องกอดลูกเพื่อปลอบโยนในขณะที่ตัวเองก็กำลังสั่นเครือ มันคือภาพที่สะท้อนความจริงของสังคมได้เจ็บปวดมาก ดูแล้วอยากเข้าไปกอดตัวละครนั้นจริงๆ
พล็อตเรื่องใช้จดหมายขู่เป็นจุดเชื่อมโยงตัวละครทุกตัวเข้าด้วยกันได้อย่างชาญฉลาด จากหญิงวัยกลางคนสู่ครอบครัวที่มีลูกเล็ก ทุกคนล้วนได้รับข้อความเดียวกันว่า เราจัดการเขาไม่ได้ ดังนั้นเราจึงเล็งที่คุณ ประโยคสั้นๆ แต่ทรงพลังมาก มันทำให้รู้ว่าศัตรูในครั้งนี้เป้าหมายไม่ใช่แค่การทำร้ายร่างกาย แต่ต้องการทำลายจิตใจ ดูในเน็ตชอร์ตแล้วลุ้นจนตัวโก่ง