ต้องชื่นชมทีมคอสตูมที่เลือกเสื้อผ้าได้ตรงคาแรคเตอร์มาก ตัวละครที่ใส่สูทสีเข้มดูมีอำนาจและน่าเกรงขาม ในขณะที่ตัวละครที่ถูกกลั่นแกล้งกลับแต่งตัวดูอ่อนโยนและเปราะบาง การแต่งกายไม่ใช่แค่ความสวยงามแต่ยังเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์และลำดับชั้นในออฟฟิศได้อย่างแนบเนียน ทำให้การรับชม เมื่อรักย้อนกลับมา สนุกขึ้นเพราะเราเดาบทบาทได้จากภายนอก
นักแสดงนำทำได้ดีมากในการสื่ออารมณ์ผ่านสายตาเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องใช้คำพูดเยอะก็รู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร ความสั่นเครือของริมฝีปากและแววตาที่พยายามกลั้นน้ำตาทำให้คนดูอินไปกับความทุกข์ทรมานของเธอ ฉากที่เธอถูกเพื่อนร่วมงานรุมกดดันเป็นฉากที่บีบหัวใจที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยดูใน เมื่อรักย้อนกลับมา ทำให้เราอยากเข้าไปกอดตัวละครนี้จริงๆ
เรื่องราวการถูกเพื่อนร่วมงานใส่ร้ายและกดดันจนแทบไม่มีที่ยืน เป็นสิ่งที่หลายคนเคยเจอหรือกำลังเจออยู่ การนำประเด็นนี้มาทำเป็นละครทำให้คนดูรู้สึกเชื่อมโยงและเข้าใจความรู้สึกของตัวละครได้ทันที ไม่ใช่แค่ดราม่าเพื่อขายน้ำตาแต่ยังสะท้อนปัญหาวัฒนธรรมองค์กรได้ลึกซึ้ง การดู เมื่อรักย้อนกลับมา ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการยืนหยัดเพื่อตัวเองมากขึ้น
ผู้กำกับใช้มุมกล้องได้ฉลาดมากในการสร้างอารมณ์ร่วม ฉากที่ถ่ายจากมุมมองของตัวละครที่ถูกกลั่นแกล้งทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวและถูกจ้องมองจากทุกทิศทาง ในขณะที่ฉากที่ถ่ายกลุ่มคนที่รุมกดดันใช้มุมกว้างเพื่อแสดงพลังของกลุ่ม การตัดสลับระหว่างความทรงจำและปัจจุบันทำได้ดีไม่สับสน ทำให้การติดตาม เมื่อรักย้อนกลับมา ลื่นไหลและน่าตื่นเต้นตลอดทั้งเรื่อง
ฉากเปิดเรื่องในออฟฟิศช่างกดดันเหลือเกิน สายตาที่มองกันระหว่างเพื่อนร่วมงานเต็มไปด้วยความระแวงและการตัดสิน การที่ตัวละครหลักต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่จ้องจับผิดทำให้คนดูอย่างเราเอาใจช่วยแทบขาด โดยเฉพาะฉากที่เธอพยายามอธิบายแต่ไม่มีใครฟัง ช่างสะท้อนความจริงของสังคมการทำงานได้เจ็บปวดมาก เหมือนดู เมื่อรักย้อนกลับมา ในเวอร์ชันดราม่าออฟฟิศที่สมจริงสุดๆ