ฉากเปิดเรื่องทำเอาใจสลายทันทีเมื่อเห็นเจ้าเหมียวขนปุยน้ำตาคลอเบ้า ดวงตากลมโตสะท้อนความเจ็บปวดอย่างชัดเจน การที่ตัวละครชายในชุดแดงกอดปลอบโยนมันอย่างทะนุถนอม ยิ่งทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นปนเศร้า เรื่องราวในมารใหญ่ขนปุกปุยช่วงนี้เน้นอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าการต่อสู้ ทำให้คนดูอินไปกับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ได้ง่ายมาก
ใครจะคิดว่าฉากในสวนจีนโบราณจะพาเราไปเจอกับเต่าทองคำสุดลึกลับ! การที่เจ้าแมวขาวตัวน้อยเข้าไปขุดดินแล้วเจอเต่าพูดได้ เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรื่องราวดูแฟนตาซีขึ้นทันที สีทองของกระดองเต่าตัดกับขนสีขาวของแมวได้อย่างลงตัว ฉากนี้ในมารใหญ่ขนปุกปุย บอกใบ้ว่าเรื่องราวต่อไปคงไม่ธรรมดาแน่ๆ เตรียมตัวลุ้นไปกับปริศนาของเต่าตัวนี้ได้เลย
ต้องชื่นชมงานภาพและแสงสีในเรื่องนี้จริงๆ ฉากที่ตัวละครนั่งกอดแมวริมหน้าต่างตอนพระอาทิตย์ตก แสงสีส้มทองสาดส่องเข้ามาสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกและเหงาจับใจ รายละเอียดของผ้าสีแดงและลวดลายบนแขนเสื้อดูหรูหราและมีมิติ การถ่ายทอดอารมณ์ผ่านสายตาของแมวในมารใหญ่ขนปุกปุย ทำได้ดีจนไม่ต้องใช้คำพูดเยอะก็สื่อความหมายได้ครบถ้วน
ฉากที่แมวขาวน้อยเดินสำรวจรอบๆ แล้วไปเจอรูปร่างประหลาดบนพื้นดิน ก่อนจะพบกับเต่าทองคำ เป็นฉากที่ดูเรียบง่ายแต่น่าติดตามมาก สายตาที่ทั้งคู่จ้องมองกันเต็มไปด้วยความสงสัยและอยากรู้ เรื่องราวในมารใหญ่ขนปุกปุย ช่วงนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กที่ตื่นเต้นกับการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ในสวนหลังบ้านอีกครั้ง ความบริสุทธิ์ของตัวละครทำให้เรื่องดูน่าเอ็นดูสุดๆ
ฉากที่เจ้าแมวหลับตาพริ้มขณะถูกกอด ดูสงบสุขมากแต่ก็แฝงความเศร้าไว้ลึกๆ น้ำตาที่ไหลออกมาแม้ตอนหลับบอกเราว่ามันยังเจ็บปวดอยู่ การที่ตัวละครชายพยายามปลอบโยนด้วยการลูบหัวเบาๆ แสดงถึงความใส่ใจและความรักที่มีให้กัน เรื่องราวในมารใหญ่ขนปุกปุย ช่วงนี้สอนให้เราเห็นว่าบางครั้งการอยู่ข้างๆ กันก็สำคัญกว่าคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น